วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หล่อเรซิ่น

หล่อเรซิ่น
เงินลงทุน
- ประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป
ยางซิลิโคน ขวดละ 800 บาท เรซิ่นขวดละ 100 บาท ตัวทำปฏิกิริยา (หรือตัวทำให้แข็ง) ขวดละ 30 บาท
รายได้ขึ้นอยู่กับฝีมือและรูปแบบของชิ้นงาน ถ้างานละเอียดราคาขายจะสูงหรืองานบางชิ้นลงทุนเพียงแค่ 10 บาท แต่ขายได้ถึง 20 -30 บาท

วัสดุ / อุปกรณ์
1. ยางซิลิโคน มีลักษณะเหลวข้น สีขาวขุ่น ขายเป็นชุดพร้อมตัวทำให้แข็ง
2. โพลิเอสเทอร์ เรซิ่น เป็นน้ำเหลวใสข้น
3.ตัวเร่งปฏิกิริยา(โคบอลท์ ) เป็นของเหลวสีม่วง มีหน้าที่ควบคุมเวลาการแข็งตัว ใส่มากเรซิ่นจะแข็งตัวเร็ว ถ้าใส่น้อยจะแข็งตัวช้า
4. ตัวทำปฏิกิริยาหรือตัวทำให้แข็ง เป็นของเหลวใส เป็นตัวทำให้เรซิ่นแข็งตัว
5. ผงทัลคัม เป็นแป้งชนิดหนึ่ง ใช้ผสมในเรซิ่นเพื่อให้เนื้อชิ้นงานทึบแสง
6.ปูนปลาสเตอร์ใช้ทำพิมพ์ครอบพิมพ์ยางซิลิโคน เพื่อรักษารูปทรงของยางแม่พิมพ์ หรือใช้ผสมกับเรซิ่น
7. สีน้ำมันกระป๋อง ใช้ผสมในเรซิ่น อาจใช้เฉพาะแม่สี (เหลือง แดง น้ำเงิน)
8 พู่กัน ใช้ทายางซิลิโคนลงบนชิ้นงาน หรือใช้หล่อเรซิ่น
9. ทินเนอร์ สำหรับล้างพู่กันให้สะอาดเวลาทำพิมพ์ซิลิโคนหรือหล่อเรซิ่น
10. วาสลีน ใช้ทาบนยางซิลิโคนหรือตัวต้นแบบกันยางติดกัน
11. ภาชนะผสม ใช้ถ้วยพลาสติก เพราะราคาถูกและไม่ติดเรซิ่น


วิธีทำ
ขั้นตอนการทำแม่พิมพ์ซิลิโคน
1. นำกระดาษแข็งหรือวัสดุพื้นเรียบมาตัดเป็นสี่เหลี่ยมให้มีขนาดใหญ่กว่า ต้นแบบ เพื่อทำเป็นพื้นรองต้นแบบ
2. นำต้นแบบที่จะทำแม่พิมพ์มาทากาวหรือติดเทปกาว 2 หน้า ด้านหลัง เพื่อให้รูปต้นแบบติดกับพื้นรอง เวลาทายางซิลิโคนจะได้อยู่กับที่
3. ทาน้ำมันหรือวาสลีนลงบนต้นแบบ เพื่อกันพิมพ์ยางติดกับต้นแบบจนแกะไม่ออก
4. เทยางซิลิโคนสักเล็กน้อย ลงในภาชนะผสม (การผสมยางซิลิโคนแต่ละครั้ง อย่าผสมครั้งละมากๆ จะทำให้ทาลำบากและสิ้นเปลืองยางซิลิโคน ) เกินไป
5. ผสมน้ำยาตัวทำให้แข็งลงไปในยางซิลิโคนประมาณ 2-5 ส่วนของยางซิลิโคน คนให้เข้ากัน
6. ใช้พู่กันจุ่มยางที่ผสมแล้วทาลงบนต้นแบบให้ทั่วทุกซอกทุกมุมเพื่อกันการเป็นฟองอากาศ
7. รอยางแห้งดีแล้ว (ประมาณ 40 นาที) จึงผสมยางซิลิโคนใหม่ทาอีก 2-3 ครั้ง เพื่อให้พิมพ์มีความหนาตามต้องการ
8. เมื่อยางแห้งดีแล้ว ผสมปูนปลาสเตอร์กับน้ำในอัตราส่วน 1:1 โดยโรยปูนลงในน้ำแล้วคนด้วยมือจนมีความหนืด นำไปทาบนพิมพ์ยางเพื่อให้เป็นพิมพ์ครอบกันพิมพ์ยางเสียรูปทรง
9. เมื่อปูนปลาสเตอร์แข็ง จึงแกะพิมพ์ครอบ พิมพ์ยางซิลิโคนตามลำดับ นำพิมพ์มาตัดแต่งส่วนเกินออกให้เรียบร้อยก็จะได้แม่พิมพ์ยางซิลิโคนที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมจะนำไปหล่อเรซิ่น
ตัวอย่างวิธีทำ
สองล้อโคราชหล่อเรซิ่น ตอนที่1

สองล้อโคราชหล่อเรซิ่น ตอนที่2

สองล้อโคราชหล่อเรซิ่น ตอนที่3


ขั้นตอนการหล่อเรซิ่น
1. เทตัวเร่งปฏิกิริยา (โคบอลท์) ผสมกับเรซิ่นในอัตรา 20 หยด /1 กิโลกรัมคน ให้เข้ากัน (จะมีสีชมพูอมม่วงจาง ๆ ) ถ้าต้องการให้ชิ้นงานเป็นสีก็ใส่สีลงไปสักเล็กน้อย หรือถ้าต้องการให้ทึบก็ใส่ผงทัลคัม ปูน หรือสีขาว
2. ใส่ตัวทำให้แข็งลงไปในเรซิ่นที่ผสมแล้ว (ข้อ1) 25 หยด คนให้เข้ากัน
3. เทเรซิ่นที่ผสมแล้วในข้อ 2 ลงไปในแม่พิมพ์ (ถ้าเป็นงานละเอียด ให้ใช้พู่กันช่วยทาเรซิ่นบนแม่พิมพ์เพื่อกันการเป็นฟองอากาศ)
4. ทิ้งให้เรซิ่นแข็งตัว (ประมาณ 1 ชั่วโมง) แกะพิมพ์ออก นำชิ้นงานมาตกแต่งรายละเอียดส่วนเกินต่าง ๆ ก็จะได้ผลงานที่สำเร็จสวยงาม

ตลาด/แหล่งจำหน่าย
ร้านกิ๊ฟช๊อป ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า
สถานที่ฝึกอบรม
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 211-2052, 211-2056

ข้อแนะนำ
1. การหล่อเรซิ่น ถ้าใส่ตัวเร่งปฏิกิริยามากเกินไปจะทำให้เรซิ่นแข็งตัวเร็ว สีเรซิ่น จะเปลี่ยนหรืออาจทำให้ชิ้นงานแตกร้าวได้ แต่ถ้าใส่น้อยเกินอาจทำให้ไม่แข็งตัว
2. ถ้าเรซิ่นแข็งเป็นบางส่วน แสดงว่าผสมตัวทำให้แข็งไม่เข้ากันดีพอ
3. ในกรณีที่ชิ้นงานเป็นสีขาว หากต้องการให้มีสีต่างๆให้ใช้สีอะครีลิกระบาย สีเพิ่มเติมตามต้องการ
-----------------------------------


ที่มา
ส่งเสริมการมีงานทำ , กอง กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม,"ทำเรซิ่น,"
150 อาชีพเส้นทางประกอบอาชีพอิสระ.กรุงเทพฯ , 2544 ,หน้า 177.
Youtube สองล้อโคราชหล่อเรซิ่น 1,2,3

เรซิ่นหรือโพลีเอสเตอร์เรซิ่น

เรซิ่นหรือโพลีเอสเตอร์เรซิ่นเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ปกติจะอยู่ในรูปของเหลวข้นเหนียวเหมือนน้ำมันเครื่อง มีกลิ่นฉุน เรซิ่นสามารถหล่อเป็นรูปต่างๆได้ตามแบบพิมพ์ โดยจะผสมกับเคมีบางอย่างเพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาแข็งตัวและเมื่อแข็งตัวแล้วจะไม่สามารถกลับคืนให้เหลวได้อีก ปัจจุบันเรซิ่นนิยมใช้กันแพร่หลายมากทั้งในงานไฟเบอร์กลาส สินค้ากิ๊ฟชอป ตุ๊กตา เครื่องประดับ กระดุม ฯลฯ ในการทำชิ้นงานจากเรซิ่นแรกๆอาจจะดูยุ่งยากแต่หากลองทำดูสัก2-3ครั้งก็จะรู้สึกง่าย สำหรับการหล่อเรซิ่นที่จะแนะนำให้ทดลองทำกันในครั้งแรกคือตัวติดตู้เย็นเพราะขั้นตอนเข้าใจง่าย ตัวติดตู้เย็นที่ทำจากเรซิ่นจะสวยงามกว่าที่ทำจากปูนปลาสเตอร์เพราะเรซิ่นสามารถให้รายละเอียดได้มาก
กว่าและแข็งแรงกว่าปูนปลาสเตอร์มาก
" หากท่านเคยหล่อปูนปลาสเตอร์มาแล้ว (ซึ่งง่ายมาก ผสมปูนกับน้ำแล้ว
เทลงในพิมพ์ได้เลย) จะสามารถเข้าใจได้ง่ายมากเพียงแต่เรซิ่นต้อง
ผสมส่วนผสมมากกว่านิดหน่อย ก่อนเทลงในพิมพ์ "
วัสดุอุปกรณ์ ส่วนแม่พิมพ์












- ยางซิลิโคน มีลักษณะเหลวข้นเหมือนกาว เมื่อเติมตัวทำให้แข็งลงไปจะทำให้แข็งตัวคล้ายยาง แต่มีคุณสมบัติเหนือกว่ายางธรรมชาติคือ รักษารูปทรงได้ดีกว่า ทนความร้อนได้สูงกว่า จึงเหมาะสมที่จะนำมาทำแม่พิมพ์


-ตัวทำให้แข็งซิลิโคน ลักษณะเหลวใส ใช้ใส่ในซิลิโคน เพื่อให้ซิลิโคนแข็งตัว

ส่วนประกอบของการหล่อเรซิ่นเอสเตอร์เรซิ่น สำหรับ


เบอร์ที่นิยมใช้ในงานหล่อต่างๆ จะใช้เบอร์ PC-600-8
ตัวช่วยเร่งปฏิกิริยา ใช้ผสมกับเรซิ่นเพื่อเร่งให้เกิดปฏิกิริยาแข็งตัว มีลักษณะเป็นของเหลวสีม่วง บางทีเรียกว่า ตัวม่วง เมื่อผสมลงในเรซิ่นทำให้เรซิ่นมีสีออกชมพูอ่อนๆ ใส่ลงไปเพียง 0.2-0.5%ก็พอ อาจทำการผสมไว้ก่อนเมื่อจะใช้งานก็เพียงนำมาผสมตัวทำให้แข็งได้เลย
ตัวทำให้แข็ง (Hardener) ใช้ผสมเรซิ่น เพื่อให้เรซิ่นแข็งตัว มีลักษณะเหลวใสมีกลิ่นฉุน ใช้ในปริมาณ 1-2 % ของเรซิ่น
ส่วนประกอบเสริมอื่นๆ
- ผงทัลคัม เป็นผงสืขาวเหมือนแป้งเด็ก ใช้ผสมกรณีไม่ต้องการให้เนื้อเรซิ่นใส เมื่อผสมลงไปทำให้เรซิ่นทึบแสง เบาขึ้น แล้วยังเป็นการ
เพิ่มเนื้อเรซิ่นอีกด้วย ปกติจะใช้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเรซิ่น
- สีผสมเรซิ่น กรณีต้องการเรซิ่นสีต่างๆ มีลักษณะเหลวข้นเหมือนจาระบี หรืออาจใช้สีน้ำมันธรรมดาก็ได้
- ภาชนะผสม ไม้กวน และอาซืโตนหรือ ทินเนอร์ไว้ล้างอุปกรณ์









- ภาพประกอบจากหนังสือ เรซิ่น ของ อาจารย์ปัทมารัตน์ อุปติ
- อาจมีการใช้น้ำยาถอดแบบ พีวีเอ ใช้ทาบนผิวชิ้นงานในบริเวณที่ไม่ต้องการให้เรซิ่นหรือ ซิลิโคนติดต้นแบบ มีลักษณะเหมือนกาวน้ำ

..................




กรณีมีแม่พิมพ์อยู่แล้ว
สามารถทำการหล่อได้เลย ตามวิธีการดังนี้
เทเรซิ่นลงในภาชนะผสม กะปริมาณให้เหมาะสมกับจำนวนหรือขนาดที่ต้องการหล่อ ใส่ตัวเร่ง(ตัวม่วง)
ลงไป 0.5 % กวนให้เข้ากัน (สามารถผสมเรซิ่นกับตัวเร่งเตรียมไว้ปริมาณมากๆก็ได้)

ถ้าต้องการให้ทึบแสง ใส่ทัลคัมลงไปครึ่งหนึ่งของเรซิ่น กวนเข้ากัน แล้วใส่สีตามต้องการ
ใส่ตัวทำให้แข็ง(ฮาร์ดเดนเนอร์)ลงไป 1-2 % สามารถเพิ่มได้ถ้าชำนาญจะทำให้แข็งเร็วขึ้น ถ้ามากเกินจะแตกร้าวได้

กวนเข้ากันแล้วเทลงในพิมพ์ ตามต้องการ ทิ้งให้แข็งตัว (เรซิ่น 30-40 กรัม ใช้ตัวทำแข็ง 15-30 หยด)
ตกแต่งด้วยสีน้ำมัน ถ้าทำแม่เหล็กติดตู้เย็นก็เอาแม่เหล็กมาติดด้านหลังด้วยปืนยิงกาว


กรณีเป็นงานเต็มตัวเช่นตุ๊กตา จะต้องใช้แม่พิมพ์ซิลิโคนชนิดถก เหมือนแม่พิมพ์ หล่อปูนปลาสเตอร์ ที่มีจำหน่ายตามมุมเครื่องเขียนในห้างเพียงแต่ทำด้วยซิลิโคน
เรื่องและภาพจากเวปไซท์อาชีพดอทคอม
http://www.108ideajobs.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=404630&Ntype=19
















วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กรอบรูปวิทยาศาสตร์


การรับทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่น่าสนใจอาชีพหนึ่งเนื่องจากลงทุนค่อนข้างน้อยเรียนรู้วิธีการทำง่าย ตลาดกว้าง สามารถทำได้ทั้งแบบเต็มตัวเป็นอาชีพหลักหรือรับจ๊อบเป็นครั้งคราว กำไรต่อหน่วยค่อนข้างสูง เรามาดูกันค่ะว่าทำกันอย่างไรวัตถุดิบ

1. น้ำยาเรซิ่นเคลือบรูปหรือที่เรียกว่าโพลีเอสเตอร์เรซิ่น เป็นเรซิ่นสำหรับงานเคลือบรูปวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ เป็นพลาสติกเหนียว ข้น มีกลิ่นฉุน เมื่อใส่ตัวทำแข็งเข้าไปจะจะทำปฏิกริยาเป็นพลาสติกแข็ง ใช้เบอร์ KC - 288

2. ตัวทำให้แข็งหรือเรียกว่าฮาร์ดเดนเนอร์หรือฮาร์ด จะผสมลงในเรซิ่นเพียง 1 % เท่านั้น มีหน้าที่ทำปฏิกริยากับเรซิ่นทำให้เรซิ่นแข็งตัว

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

3. แผ่นฟิลม์ไมล่า เป็นแผ่นฟิลม์บาง ใช้กดนาบบนเรซิ่นที่เราเทลงบนภาพเพื่อให้ผิวหน้าเรียบเท่าๆกัน

4. กรอบไม้ ทำจากไม้ 1 นิ้ว คูณ 1 นิ้ว ใช้สำหรับขึงแผ่นฟิลม์ไมล่าให้ตึงเพื่อใช้กดนาบลงบนภาพตามข้อ 1 ใช้ตามความเหมาะสมของขนาดภาพ ในที่นี้เราใช้ขนาด 40 คูณ 50 เซนติเมตร

5. ลูกกลิ้งยาง ใช้ขนาด 8 นิ้ว ใช้สำหรับกลิ้งรีดน้ำยาเรซิ่นให้กระจายทั่วทั้งภาพ

6. ไม้อัดทำกรอบรูป เป็นไม้หนา 10 มม. ขนาดแล้วแต่ขนาดของภาพที่จะทำ แต่ต้องเผื่อขอบไว้ 1-1/2 นิ้ว กะประมาณให้ดูสวยตามขนาดของภาพ

7. กระดาษลวดลายต่างๆ ใช้สำหรับตกแต่งเพื่อความสวยงาม

8. เส้นทองหรือเส้นเงิน เป็นเส้นสติ๊กเกอร์สีสำหรับเดินปิดเระหว่างรอยต่อของภาพเพื่อความสวยงาม

9. น้ำยากันซึม ใช้กรณีที่นำภาพที่เป็นกระดาษที่น้ำยาเรซิ่นอาจซึมเข้าเนื้อกระดาษได้เช่น กระดาษจากหนังสือ

8. ถ้วยพลาสติกสำหรับใส่เนซิ่น

10. ไม้กวนเรซิ่น ใช้ไม้ไอศครีมหรือไม้อะไรก็ได้

11. หลอดหยด สำหรับหยดตัวทำแข็ง

12. คัตเตอร์

13. ตาชั่ง

14. กระดาษทรายชนิดละเอียดเบอร์ 30014.
15. อื่นๆ เช่น เทปกาว ขาตั้งรูป มีดคัตเตอร์ สีน้ำมัน ทินเนอร์ แปลงทาสี

วิธีทำกิจกรรมการฝึกทักษะอาชีพ การทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ ให้กับ นักศึกษา กศน.โพธิ์ไทร ในพื้นที่ ตำบลสำโรง โดยจัด ณ ศูนย์การเรียนชุมชนบ้านนาห้าง

ในกิจกรรมครั้งนี้ ต้องขอขอบพระคุณ คณะวิทยากร จากชุด พัฒนาสัมพันธ์มวลชนที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ที่ได้มาให้ความรู้ ในการทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์
อันดับแรก ก็เริ่มตั้งแต่ การตัดกรอบรูป ซึ่ง ท้าทายมากๆ... จะตรงไหมน้อ


เตรียมรูปและตัดกระดาษลายหน้า ติดกาวให้เรียบร้อย .... เริ่มสนุก
วิทยากร ได้บอกว่า "การทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ต้องทำด้วยความตั้งใจ และละเอียดแล้ว ต้องสนุกกับมันด้วย...งานจะได้ออกมาดี"... ."เผิ่นบอกว่า เฮ็ดเป็นแล้ว ... คือ บักน้อยลืมเพล"


สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในกิจกรรมครั้งนี้ ก็คือ ความสามัคคี.....(ภาพเห็นๆ คะพี่น้อง)

ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งใจมาก (เพราะว่า เอารูปตัวเองมาทำ)...... ต้องทำให้ดีนะ ไม่งั้นเสียชื่อครูผู้สอน


เมื่อเรา ติดรูป ติดขอบกระดาษลายหน้า แล้ว... ก็ถึงขั้นตอนสำคัญ การผสม เรซิ่น และสารเร่งแข็ง ต้องใช้ความแม่นยำในส่วนผสมอย่างมาก


เคลือบรูปให้เงาและสวย ต้องพิถีพิถัน เป็นพิเศษ

วันนี้ ผมต้องทำให้ได้...

ตั้งใจ....ดูเธอทำ
เสร็จแล้ว ปัดขอบให้สวย.....



เก็บขอบให้สวย



ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ถ่ายรูปร่วมกับ คณะวิทยากร และคณะครู กศน.โพธิ์ไทร .....ยินดีรับใช้ครับ

แหล่งที่มา : สำนักงาน กศน.จังหวัดอุบลราชธานี (http://ubon.nfe.go.th/ubonsite/)

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

52101408 โดนัลด์ ทรัมป์ สุดยอดเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์

โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ (อังกฤษ: Donald John Trump) เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946
ในการจัดอันดับมหาเศรษฐีระดับโลกของนิตยสารฟอร์บส์ในปี 2007 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลาดับที่ 314 ของโลก ความร่ำรวยของเขานั้นมาจากมรดกและความสามารถเพิ่มพูนมรดกที่ได้รับมานี้ให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแหล่งของรายได้นั้นมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเขามีทรัพย์สินทั้งหมด 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดนัลด์เป็นบุตรคนที่ 4 ใน 5 ของเฟรด ทรัมป์ เศรษฐีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์กซิตี พ่อของเขาจะสร้างบ้านที่มีราคาปานกลาง แต่จะเน้นลดต้นทุนของบ้านรวมทั้งเพิ่มความรวดเร็วในการสร้างบ้านทำให้เป็นจุดเด่นในการหาลูกค้าซื้อบ้านได้เร็วกว่าคู่แข่ง โดนัลด์ตอนอายุ 13 ปีได้ไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร New York Mility Academy ซึ่งได้รับระเบียบวินัยอย่างดี
โดนัลด์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพ่อของเขาในเป้าหมายของอาชีพการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งในช่วงปิดเทอมโดนัลด์จะไปช่วยงานในไซด์ก่อสร้างรวมทั้งเข้าใจในหลักการต่อรอง คือ ต้องรู้ทันราคารับเหมาของผู้รับเหมาก่อนต่อจะต่อราคา หากมากไปก็ต่อราคา หากโดนกดราคาเขาก็จะไม่ทำ และ
ในครั้งจบการศึกษาจากโรงเรียนซาร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
ในปี ค.ศ. 1963 โดนัลด์ ทรัมป์ได้เข้าร่วมบริษัทของพ่อของเคา ทรัมป์ออร์กาไนเซชัน ส่วนใหญ่จะเป็นการควบคุมค่าเช่า ในการเรียบเก็บอพาทเมนต์

เริ่มงานเองโดยโดนัลด์ในวัย 27 ปี ย้ายมาในแมนแฮตตันสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพท์ด้วยตนเองและในระหว่างได้สร้างสายพันธ์กับชมรมเลอคลับที่รวมไปด้วยนักธุรกิจใหญ่ทำให้สามารถกู้เงินในการปรับปรุงโรงแรมคอมมอดอร์ ซึ่งจากเดิมเป็นโรงแรมเก่าซึ่งอยู่เขตที่ชุกชุมใจกลางเมือง โดยการสร้างความแตกต่างให้อาคารเป็นแนวใหม่และปรับปรุงภายใน เลือกแกรนด์ไฮแอตต์กับครอบครัวพริตซ์เกอร์ มาดำเนินงานบริหารเนื่องแกรนด์ไฮแอตต์เนื่องจากยังไม่มีโรงแรมในนิวยอร์กเลย ทำให้การต่อรองนี้ง่ายขึ้น ทำให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด เขายังคงดำเนินงานทรัมป์ทาวเวอร์ในนิวยอร์ก โดยหลักการคือให้ด้านล่างเป็นร้านค้าข้างบนสำนักงานซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ครบบถ้วน รวมทั้งยังสร้างปรับปรุงอาคารให้สูงขึ้นเนื่องจากทำเลดีมีความต้องการมากรวมทั้งการสร้างตึกสูงทำให้มองวิวนิวยอร์กได้สวยขึ้น
หลายโครงการที่พักอยู่อาศัย โดยโดนัทด์ศึกษาทำเลในการสร้างเองก่อนตัดสินใจเพื่อให้รู้ความต้องการตลาดต่อมาทรัมป์ยังขยับขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมการบิน และธุรกิจคาสิโนแอตแลนติกซิตี โดยเริ่มแรกโดนัทด์ เริ่มอนุญาติให้เปิดคาสิโนนั้นก็มีหลายคนเข้ามาทำคาสิโนแต่ถูกเทศบาลไม่อนุมัติบ้างถูกตรวจสอบให้สินบนบ้าง ส่งผลให้ในช่วงแรก ยังไม่มีใครสร้างได้ ดังนั้นโดนัทด์จึงรอเวลาจังหวะการลงทุน และจึงนำบทเรียนของคนก่อนได้นี้เป็นบทเรียนจึงได้ทำให้คาสิโนแอตแลนติกซิตีของโดนัทด์เป็นที่ประสบความสำเร็จรวมถึงการซื้อทัชมาฮาลคาสิโน จากครอบครัวครอสบี
แต่พอมาในตอนต้นทศวรรษที่ 1990 โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มประสบกับปัญหาการเงิน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งประสบปัญหาทางการเงิน เขามาถึงจุดตกต่าสุดเมื่อธนาคารบังคับให้เขาล้มละลายจากหนี้เงินกู้ 2 พันล้านดอลลาร์ที่ไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนได้


แต่พอปลายทศวรรษที่ 1990 ธุรกิจของเขาก็เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ และในไม่กี่ปีต่อมาเขาก็สามารถฟื้นตัวจากภาวะล้มละลาย เขาได้เขียนเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เขาสามารถฟื้นตัวจากสภาวะล้มละลายมาได้เป็นหนังสือเล่มที่มีชื่อว่า The Art of the Comeback และเขาก็เขียนหนังสือเล่มอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ และเป็นหนังสือที่ขายดีมาก
หลังจากที่ฟื้นตัว นอกเหนือจากการทาธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจทีวีในฐานะผู้ผลิตรายการ Miss USA, Miss Universe และ Miss Teen USA และยังมีรายการเรียลลิตี้โชว์อันโด่งดังคือ “The Apprentice” ทางช่องเอ็นบีซี ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อเขาเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลก เจ้าของบริษัทประกวดนางงามหลายค่าย ทาให้ทรัมป์เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในสหรัฐ ชาวอเมริกัน 98% รู้จักโดนัลด์ ทรัมป
ปี2001 ทรัมป์เพลซ กลุ่มอาคารหลายหลังริมแม่น้ำฮัดสัน ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของพื้นที่การค้าในทรัมป์อินเตอร์เนชันนอลแอนด์ทาวเวอร์ อาคาร 44 ชั้น (โรงแรมและคอนโดมิเนียมรวมกัน) ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของพื้นที่หลายล้านตารางฟุต อสังหาริมทรัพย์ในแมนฮัตตันและยังถือเป็นบุคคลสำคัญทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาและเป็นคนมีชื่อเสียงสำคัญกับสื่อมวลชน

Donald Trump 2008 ในวัย 61 มีธุรกิจมากมายมหาศาลทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ช่วงหลัง Trump หันมาจับธุรกิจบันเทิงด้วย เขายังมีชื่อเสียงอย่างมากจากความสาเร็จในการทารายการเรียลลิตี้โชว์ที่มีชื่อว่า “The Apprentice” ถือเป็นรายการที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดรายการหนึ่งในสหรัฐฯ ซึ่งบรรดาผู้เข้าแข่งขันจะต้องมาแสดงความสามารถในการบริหารงานธุรกิจ รายการนี้จะเป็นการสรรหาพนักงานที่มีคุณภาพเพื่อมาทางานในอาณาจักรธุรกิจทรัมป์ โดยเขาเป็นผู้ลงมือฝึกเอง ตั้งแต่การเตรียมตัวเข้าหางาน งานธุรการทั่วไป งานพัสดุ การเงินและบัญชี กฎข้อบังคับของบริษัท วินัยของพนักงาน และสิ่งอื่นๆ ที่ควรรู้หากเข้าทำงานในอาณาจักรธุรกิจทรัมป์

ในรายการนี้ มีหนุ่มสาวที่สาเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยไปสมัครกันมากมาย โดยจะมีการคัดคนออกไปเรื่อยๆ จากนั้นผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 18 คน จะถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านแบบเรียลลิตี้โชว์ เพื่อฝึกปฏิบัติงานและดูท่วงทีวาจากิริยาท่าทีในการทางาน เพื่อชิงรางวัลก็คือได้ทางานกับหนึ่งในบริษัทของทรัมป์ เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งมีค่าเหนื่อยอย่างงามถึง 250,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยเขาทาหน้าที่เป็นทั้งผู้อานวยการผลิต (executive producer) และผู้ดาเนินรายการ เขามีทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์ และมีวลีที่ฮิตติดปากคนทั่วไปที่โด่งดังจากรายการของเขาว่า “คุณถูกไล่ออกแล้ว” ซึ่งด้วยความที่เขาเป็นคนที่เปิดเผยและปรากฏตัวในสื่ออยู่ตลอดเวลาทาให้เขากลายเป็นนักธุรกิจคนดังที่เป็นที่รู้จักกันมากและเป็นบุคคลสาธารณะ
เส้นทางนักพัฒนาธุรกิจของโดนัลด์ ทรัมป์
เปรียบเทียบคุณ โดนัลด์ ทรัมป์ กับตนเอง
-ในช่วงเริ่มต้นพื้นฐานครอบครัว และฐานะของตนเอง โดนัลด์ ทรัมป์ ดีกว่าของผม
-การศึกษาของตนเองสูงกว่า ของคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ
สรุป โดยพื้นฐานแล้ว โดนัทด์ ทรัมป์ และผม มีฝันในการขับเคลื่อนเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ
ความคิดใหญ่ ความกล้าทำงานใหญ่ ความไม่ย่อท้อ ทำให้คุณ โดนัลด์ ทรัมป์ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ กิจการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีฐานะทางการเงินมั่นคง เป็นเศรษฐีและนักธุรกิจ ที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ซึ่งผมชื่นชอบมากในการคิดใหญ่ โดยท่านเข้าใจในธุรกิจโดยการหาข้อมูลอย่างจริงจังในแต่ละครั้งซึ่งการได้ข้อมูลผิดเพียงแค่ย่างก้าวอาจทำให้ธุรกิจพังได้ดังเช่นท่านในช่วงปี 90 และท่านกล้าลุกขึ้นสร้างธุรกิจ จากหนี้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ กับลุกขึ้นมหาเศรษฐีระดับโลกของนิตยสารฟอร์บส์ในปี 2007 ลำดับที่ 314 ของโลก
คติประจำใจ

เพียรพยายาม คือ ความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลว

จาก โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

แผนธุรกิจสำคัญอย่างไร ตอนที่ 2

ขั้นตอนการทำแผนธุรกิจในทางปฏิบัติ

4. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (environmental analysis)

สภาพแวดล้อมที่ธุรกิจกำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างไร สภาพแวดล้อมในที่นี้หมายถึง ปัจจัยแวดล้อมด้านเศรษฐกิจสังคมและการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจนี้อยู่นั้นเป็นอย่างไร เมื่อศึกษาเสร็จแล้วควรจะทำให้เห็นภาพพจน์ด้วยว่าสภาพแวดล้อมเหล่านั้นมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร ในทิศทางบวกหรือลบ ความรุนแรงจะมีมากน้อยและจะมีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจเพียงใด ดังนั้นความน่าเชื่อถือของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมจึงขึ้นอยู่กับการรวบรวมข้อมูลที่จัดหามาได้ ซึ่งถ้าข้อมูลมีน้อยเกินไป การตัดสินใจอาจมีความผิดพลาดได้ อันนี้เปรียบเหมือนการทำการรบ ซึ่งควรจะมีข้อมูลด้านชัยภูมิที่ตั้ง รวมทั้งคู่แข่งขันให้มากพอเพื่อจะนำไปใช้วางแผน หรือกำหนดกลยุทธ์ในการรบต่อไป เข้าตำราของซุนวูที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” นั่นเอง

ในกรณีตัวอย่างร้านอาหาร Fast Food “Rice-San” ผู้เขียนจะลองสรุปการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ซึ่งขอออกตัวก่อนว่า อาจจะไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเวลามีจำกัด แต่ก็คงจะให้ภาพชัดเจนแก่ผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจได้พอสมควร

การวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

ระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งการตื่นตัวและการมีส่วนร่วนทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบเอเซียด้วยกัน ทางด้านสังคมและวัฒนธรรมจากสังคมเกษตรกรรมที่มีวิถีการดำเนินชีวิตเรียบง่าย ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตมาก

สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ส่งผลให้ไทยมีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เป็นผลมาจากกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม (industrialization) ซึ่งทำให้โครงสร้างการผลิตของระบบเสรษฐกิจโดยส่วนรวมเปลี่ยนจากเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและบริการเป็นหลัก มีผลทำให้โครงสร้างความต้องการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปและก่อให้เกิดการพัฒนาเมือง (urbanization) ซึ่งส่งผลต่อฐานะทางเศรษฐกิจของประชากรกลุ่มต่างๆอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออำนาจซื้อของประชากรกลุ่มที่เรียกว่า “ชนชั้นกลาง” ในสังคมไทย ทั้งนี้เพราะการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมย่อมมีผลทำให้ความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในวิชาชีพเฉพาะสาขาต่างๆ นักวิชาการ นักบริหาร เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งนี้จากสถิติทางการของไทย Hewison(1996) พบว่าในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ที่ประกอบวิชาชีพจัดอยู่ในกลุ่ม ”ชนชั้นกลาง” ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพเฉพาะสาขา นักวิชาการ นักบริหาร พนักงานสำนักงาน พนักงานขาย รวมทั้งพนักงานในภาคบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1 ล้านคน ในปี 1960 เป็น 5 ล้านคน ในปี 1990 ซึ่งเมื่อพิจารณาในแง่ของสัดส่วนก็พบว่าเพิ่มขึ้นจากระดับ 10% เป็น 21% ของจำนวนผู้มีงานทำทั่วประเทศด้วย

ถ้าพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะ (profession) ก็พบว่าจากที่มีจำนวนไม่ถึง 50,000 คน ในปี 1937 ก็ได้เพิ่มขึ้นเป็น 350,000 คน และ 2,350,000 คน ในปี 1940 และ 1990 ตามลำดับ จากตัวเลขชุดเดียวกันนี้เรายังพบอีกด้วยว่า แนวโน้มที่สตรีจะออกไปทำงานนอกบ้านนั้นเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ โดยสัดส่วนสตรีที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะ ได้เพิ่มจาก 23% ในปี 1960 เป็น 46%ในปี 1990 ซึ่งการที่สตีรได้เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้นนี้ก็มีส่วนทำให้วิถีการดำเนินชีวิต(life style) ของครอบครัวในเขตเมืองเปลี่ยนแปลงไปด้วย เนื่องจากการที่สตรีมีเวลาในการดูแลงานในบ้านลดลง ย่อมทำให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการประเภทใหม่ๆที่สามารถ “ทดแทน” การทำงานบ้านเพิ่มมากขึ้น เช่น บริการซักรีดเสื้อผ้า บริการทำความสะอาด บริการอาหารปรุงสำเร็จรูป รวมทั้งการรับประทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึงการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ชนชั้นกลางแตกต่างจากแรงงานโดยทั่วไป เพราะเป็นแรงงานที่ใช้ ”สมอง” มากกว่า “แรงกาย” ก็จะพบว่าการศึกษาของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับเช่นกัน จากการที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิตบัณฑิตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จากสถิติจำนวนนักศึกษาที่จดทะเบียนเรียนในระดับอุดมศึกษา (enrollment basis) จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้นจากระดับเพียง 15,000 คน ในปี 1961 เป็น 100,000 คน ในปี 1972(จากมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนรวมกันทั้งสิ้น 30-40 แห่งทั่วประเทศ) ทำให้คาดว่าในปัจจุบันนี้ จำนวนผู้จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยจะมีไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน) เพิ่มขึ้นจากที่มีเพียง 185,000 คน ในปี 1970 กว่า 10 เท่าตัว

และนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวแทบทุกด้านด้วยอัตราสูงเป็นประวัติการณ์ จนธนาคารโลกจัดให้ไทยเป็นหนึ่งในเอเซียตะวันออกที่มีการขยายตัวและการธำรงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรในสาขาอาชีพต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ช่างเทคนิค นักการเงินและผู้บริหารระดับกลางได้กลายเป็นทรัพยากรหายากที่เป็นที่ต้องการในตลาดซึ่งจากผลดังกล่าวนี้ ทำให้อำนาจซื้อของชนชั้นกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา
นอกจากกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลต่อฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนแล้วยังมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและประชากรด้วย กล่าวคือ เนื่องจากอัตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ของประชากรโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา ทำให้อัตราการขยายตัวของประชากรชะลอตัวลง ซึ่งทำให้ประชากรที่มีอายุช่วง 15-34 ปี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีผลทำให้ครอบครัวมีขนาดเล็กลงตามลำดับ ซึ่งจากการศึกษาของนักวิชาการทางด้านประชากรศาสตร์คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อไป โดยมีการคาดการณ์ว่าจำนวนสมาชิกโดยเฉลี่ยของครอบครัวคนไทยจะลดลงไปจากระดับ 5 คน ในปี 1987 เหลือเพียง 3.7 คน เท่านั้น ในปี 2005

การที่สังคมไทยมีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่สังคม”ครอบครัวเดี่ยว”(nuclear family) เพิ่มขึ้นเช่นนี้ย่อมมีนัยสำคัญอย่างมากต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือน ทั้งนี้เพราะการที่ขนาดของครัวเรือนเล็กลง หมายความว่าจำนวนสมาชิกที่เป็นภาระในครอบครัวย่อมมีจำนวนลดลง ทำให้ผู้หาเลี้ยงครอบครัวมีงบประมาณสำหรับสมาชิกที่เป็นภาระแต่ละคนเพิ่มขึ้น ดังนั้นพฤติกรรมการใช้จ่ายย่อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มุ่งในเชิง”ปริมาณ”เป็นหลักหันมาเน้นในเชิง”คุณภาพ”เพิ่มขึ้น

หากพิจารณาเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ประมาณว่าปัจจุบันมีผู้มีรายได้ที่จัดอยู่ในกลุ่มของคนทำงานสำนักงาน (white collar) เป็นสัดส่วนถึงประมาณ 1 ใน 3 และถ้าพิจารณาถึงระดับรายได้ครัวเรือนแล้ว จะมีครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจจัดอยู่ในระดับชนชั้นกลางขึ้นไปถึง 54% ด้วยอำนาจซื้ออันมหาศาลดังกล่าวนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอนวีเนี่ยนสโตร์รวมทั้งอาหารแฟรนไชส์ของอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดจากประเทศตะวันตกผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วกรุงเทพฯ ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา
ข้อที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวจะยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ดูเหมือนว่ามีแนวโน้มที่จะกระจายตัวออกไปยังตัวเมืองใหญ่ๆ ในเขตภูมิภาคอย่างช้าๆ แล้วด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หันมาดำเนินนโยบายในด้านการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลให้มีการย้ายอุตสาหกรรมจากเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลไปสู่เขตภูมิภาค (regional industrialization) และก่อให้เกิดการพัฒนาเมืองมากยิ่งขึ้นใน 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนในลักษณะที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงที่ผ่านมา

เห็นตัวอย่างข้างต้นนี้แล้วไม่ต้องตกใจครับว่าเวลาปฏิบัติจริงๆ จะต้องเขียนออกมาอย่างนี้หรือเปล่า ผู้เขียนเองคาดหวังเพียงว่า ผู้ประกอบการสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนตรงประเด็นว่า สภาพแวดล้อมสำหรับธุรกิจท่านเป็นอย่างไร ท่านทราบได้อย่างไร แม้จะเขียนได้ไม่ดีก็ไม่เป็นไรครับ แต่ต้องให้แน่ใจว่าท่านทราบจริงๆไม่หลอกตัวเอง ในครั้งต่อไปเราจะลองวิเคราะห์ขั้นตอนและวิธีที่จะทำให้ท่านทราบข้อมูลอย่างเพียงพอเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและทราบถึงผลที่จะมีต่อธุรกิจของท่าน

แผนธุรกิจสำคัญอย่างไร ตอนที่ 1

ถ้าคุณมีที่ปรึกษาทางธุรกิจ และคุณขอคำแนะนำจากเขาว่า คุณกำลังจะเริ่มทำธุรกิจ คุณจะต้องทำอะไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้รับคำแนะนำก็คือ ให้คุณเริ่มต้นเตรียมจัดทำแผนธุรกิจหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Business Plan

แผนธุรกิจคืออะไร แผนธุรกิจ คือ แนวคือและรายละเอียดของโครงการธุรกิจที่เรากำลังจะทำมันควรจะอธิบายถึงเรื่องราวต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในธุรกิจทุกๆ ด้าน เช่น ด้านการตลาด การผลิต การเงิน และการจัดการ เป็นต้น ควรมีการกำหนดระยะเวลาของแผนธุรกิจด้วย เช่น ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งรายละเอียดและการวิเคราะห์ข้อมูลในแผนจะทำให้ผู้ประกอบ

ก่อนที่จะจัดทำแผนธุรกิจ ผู้ประกอบการควรตั้งคำถามไว้ 3 ประการก่อน

- จะเติบโตอย่างไร คือการตอบคำถามว่าจะต้องเพิ่มทรัพยากรอีกเท่าใด จึงจะทำให้บรรลุเป้าหมาย ทรัพยากรในที่นี้ หมายถึง ทรัพยากรบุคคล ทุน เทคโนโลยี เครื่องจักร หรือสินทรัพย์ต่างๆ ที่จะนำไปสร้างให้เกิดรายได้ของ องค์กร

- จะเติบโตในทิศทางใด คือการตอบคำถามว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไปสร้างให้เกิดรายได้ในผลิตภัณฑ์ หรือบริการใดบ้าง ผลิตภัณฑ์ หรือบริการชนิดใดควรเป็นผลิตภัณฑ์หลัก หรือบริการหลักของบริษัท

- จะเติบโตบรรลุเป้าหมายได้เมื่อใด คือการตอบคำถามว่าบริษัทจะแบ่งเป้าหมายดังกล่าวออกเป็นช่วงเวลาอย่างไร ใน 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ข้างหน้าต้องการเป้าหมายต่างกันอย่างไร ทั้งนี้จะทำให้บริษัทวางแผนการใช้ทรัพยากรในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม

ประโยชน์ของการจัดทำแผนธุรกิจ

1. ช่วยบอกรายละเอียดของงาน ขั้นตอนในการดำเนินงาน และระยะเวลา ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจทำธุรกิจเป็นไปมั่นใจ เนื่องจากมีข้อมูลอย่างเพียงพอ และทราบถึงทิศทาง และเป้าหมายที่ต้องการ

2. ช่วยสร้างวินัยในการทำงานให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากจะมีแผนเป็นกรอบ และเป็นตัวกำหนดการทำงานของผู้ประกอบการ และเมื่อมีผลงานที่ดีเกิดขึ้นจริง จะต้องนำมาเปรียบเทียบกับแผนธุรกิจ ว่าแตกต่างที่ใดและต้องแก้ไขปรับปรุงหรือไม่อย่างไร

3. ใช้เป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ เพื่อเสนอต่อผู้ร่วมทุน หรือสถาบันการเงินในการจัดหาเงินทุนสำหรับกิจการ

4. ใช้เป็นแนวทางในการคัดเลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับกิจการ เพราะตามแผนธุรกิจจะทำให้เราทราบว่าควรจะใช้บุคลากร ที่มีคุณสมบัติอย่างไร ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ


หาผู้ร่วมทุน มีข้อคิดว่าจะต้องรู้ด้วยว่าผู้ร่วมทุนอยากรู้อะไร เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบการกับผู้ร่วมทุนมักจะคิดต่างกัน ผู้ประกอบการมักจะบอกว่าถ้าปฏิบัติไปอย่างถูกต้องตามนี้ ภายใต้เงื่อนไขนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ส่วนผู้ร่วมทุนมักจะมองโลกในแง่ร้ายมากกว่า โดยจะมองว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจ ดังนั้นการจัดทำแผนธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนการวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวเลข จึงมักจะมีการทำในสิ่งที่เรียกว่า การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ (Sensitivity Analysis) ว่าในกรณีปกติ (Base Case) หรือกรณีเลวร้าย (Worse Case) จะมีผลกระทบต่อโครงการอย่างไร


อย่าลืมว่าผู้ร่วมทุนมักจะเป็นนักลงทุนประเภทต้องการผลตอบแทนสูงสุด และความเสี่ยงต่ำสุด ดังนั้นถ้าเราสามารถอธิบายให้เขาเห็นได้ว่า ในสถานการณ์ความเสี่ยงสูงที่สุด (ที่คิดว่าเขาจะยอมรับได้) ผลตอบแทนจากการลงทุนยังอยู่ในระดับที่เขาพอใจ การยอมรับโครงการและการร่วมทุนจึงจะบังเกิดขึ้นได้


ขั้นตอนการทำแผนธุรกิจในทางปฏิบัติ

สมติว่าท่านอยากจะทำธุรกิจร้านอาหารแบบ Fast Food โดยขายอาหารประเภทข้าวไก่ทอด ข้าวหมูทอด แบบญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ Rice-San โดยเปิดร้านในศูนย์การค้า หรือในบริเวณชุมชนที่มีความหนาแน่น

การจัดทำแผนธุรกิจในทางปฏิบัติ สรุปเป็นขั้นตอนดังนี้

1) กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดทำ
การจัดทำแผนธุรกิจอาจมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเสนอต่อผู้ถือหุ้นหรือผู้ร่วมลงทุนหรือเพื่อเสนอต่อสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อ เป็นต้น สำหรับในกรณีตัวอย่างนี้ เนื่องจากเป็นกิจการตั้งใหม่การจัดทำแผนธุรกิจจึงควรนำเสนอต่อผู้ถือหุ้นก่อนเพราะเป็นเจ้าของกิจการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เห็นทิศทางและแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป เช่น

1. เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ภายใต้ชื่อ Rice-San
2. เพื่อกำหนดทิศทางและแผนการดำเนินงานในช่วง 5 ปี (ปี 1996-2000)

ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายนำไปสู่การจัดการที่ดีและความสำเร็จในการประกอบการ

2) กำหนดภารกิจ (Mission) ของธุรกิจนี้
ภารกิจในที่นี้หมายถึงเป้าหมายสูงสุดที่ธุรกิจนี้อยากให้ไปถึงเป้าหมายนี้มักจะเป็นเป้าหมายรวมขององค์กรไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะและมักจะมีลักษณะค่อนข้างจะเป็นนามธรรม เช่น “ต้องการทำให้ Rice-San เป็นผู้นำตลาดร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทข้าว ภายในปี 2000”

เราอาจสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่ดีของภารกิจ ควรสรุปได้ 2 ประเด็น ได้แก่

1. ควรตอบคำถามได้ว่าเรากำลังอยู่ในธุรกิจอะไร (What business are we in?)
ซึ่งในกรณีนี้ Rice-San ตอบว่า ตนอยู่ในธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด

2. ควรตอบคำถามได้ว่า เป้าหมายโดยรวมขององค์กรคืออะไร ในกรณีตัวอย่างนี้ Rice-San ต้องการเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจร้านอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดมีการแข่งขันรุนแรง และมีลักษณะกิจการหลายประเภท เช่น เบอร์เกอร์ ไก่ทอด โดนัท สุกี้ ข้าว เป็นต้น การจะตอบว่าเป็นผู้นำตลาดของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทข้าวจึงจะทำให้เป้าหมายโดยรวมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ในทางปฏิบัติ

3.) การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ
วิธีการก็คือให้มองว่าภาพของธุรกิจของเราคืออะไร ตามตัวอย่างนี้ภาพที่เป็นรูปธรรมของ Rice-San ก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นข้าวหน้าต่างๆ และผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะไปปรากฏอยู่ในร้าน Rice-San ในที่ต่างๆภาพในความคิดต่อไปก็คือมีลูกค้ามาใช้บริการหรือบริโภคผลิตภัณฑ์ในร้าน Rice-San หรือนำกลับไปบริโภคกันอย่างมากมาย เมื่อมองเห็นภาพแล้ววิธีการต่อไปก็คือ การแยกภาพนั้นออกตามระยะเวลาว่าภาพใดจะเกิดก่อน เกิดหลัง เมื่อใดและแต่ละช่วงเวลานั้นแต่ละภาพมีจำนวนเท่าใด วิธีการนี้จะทำให้ได้เป้าหมายออกมา และการดำเนินงานได้บรรลุตามเป้าหมายจึงจะทำให้ภาระกิจที่กำหนดไว้บรรลุไปด้วย การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจของตัวอย่างนี้สามารถสรุปได้ดังนี้

1.1 ประเภทของสินค้าและบริการ

แผนธุรกิจที่วางไว้ในช่วงปี 1996-2000

ผลิตภัณฑ์

ปีที่เริ่ม

1) ข้าวหน้าไก่ทอด, ข้าวหน้าหมูทอด ในลักษณะ Fast Food บริการในร้าน (Rice-San Shop)
2) ข้าวหน้าไก่ทอด, ข้าวหน้าหมูทอด ในลักษณะ Fast Food แบบนำกลับอย่างเดียว (Rice-San Shop)

1996


1997


1.2 เป้าหมายการเติบโต


รวม

1996

1997

1998

1999

2000

ร้านอาหารแบบสาขา
จำนวนที่เพิ่ม
จำนวนสะสม


45
45


3
3


7
10


10
20


12
32


13
45

จุดขายแบบนำกลับ
จำนวนที่เพิ่ม
จำนวนสะสม


50
50


-
-


5
5


10
15


15
30


20
50

ร้านอาหารแบบ Franchise
จำนวนที่เพิ่ม
จำนวนสะสม


25
25


-
-


-
-


2
2


8
10


15
25


การกำหนดจำนวนของการเติบโตนั้นขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการจริงๆ ว่าเป็นคนแบบอนุรักษ์นิยมหรือแบบชอบเสี่ยง ไม่มีแบบไหนที่จะถูกหรือผิด ต้องดูกำลังความสามารถของตัวเองเป็นสำคัญ ถ้าท่านกำหนดน้อยไป ท่านก็อาจไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถ้ากำหนดมากไปก็จะไปฟ้องเอาตรงเงินทุนว่าท่านมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน ซึ่งพอไปทำเป็นแผนรายละเอียดจะพบว่าเป็นไปไม่ได้ ท่านก็อาจกลับมาปรับแก้ไขเป้าหมายในส่วนนั้นเสียใหม่ก็ได้


ลักษณะบริการ

ปีที่เริ่ม

1) ร้านอาหารแบบสาขาของตนอง
2) จุดขายแบบนำกลับอย่างเดียว
3) ร้านอาหารแบบ Franchise

1996
1997
1998